TH | EN
hl2

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พิมพ์

221050-1ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับการ สถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2522 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดศาลพระบวรราชานุสาวรีย์ ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ณ ที่นั้นราษฎร 7 ราย ได้น้อมเกล้าถวายที่ดิน บริเวณหมู่ 2 ตำบลเขาหินซ้อน จำนวน 264 ไร่ เพื่อต้องการให้สร้างพระตำหนัก ด้วยเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปที่ไหนก็พยายามที่จะพัฒนาทำให้ที่ดินเจริญขึ้น เนื่องจาก ผืนดินเสื่อมโทรมไม่สามารถทำการเกษตรได้ดังพระราชดำรัส "...ประวัติมีว่า ตอนแรกมีที่ดิน 264 ไร่ ที่ผู้ใหญ่บ้านให้ เพื่อสร้างตำหนัก ในปี 2522 ที่เชิงเขาหินซ้อน ใกล้วัดเขาหินซ้อน ตอนแรกก็ต้องค้นคว้าว่าที่ตรงนั้นคือตรงไหน ก็พยายามสืบถาม ~ ก็ได้พบแผนที่พอดี อยู่มุมบนของระวางแผนที่ จึงต้องต่อแผ่นที่ 4 ระวาง สำหรับให้ได้ทราบว่าสถานที่ตรงนั้นอยู่ตรงไหน ก็เลยถามผู้ที่ให้ที่นั้นนะ ถ้าหากไม่สร้างตำหนัก แต่ว่าสร้างเป็นสถานที่ที่จะศึกษาเกี่ยวกับ การเกษตรจะเอาไหม เขาก็บอกยินดีก็เลยเริ่มทำในที่นั้น..."

 

 

 

"... ถ้าหากว่าบอกว่าดินไม่ดี ไม่ช่วย ไม่ทำ

ลงท้าย ประเทศไทยทั้งประเทศจะกลายเป็น

ทะเลทรายหมด..."

221050-4

พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีสภาพเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์เนื้อดินเป็นทราย
มีการชะล้างพังทลายของดินสูง ดินรองรับน้ำได้เพียง 30 มิลลิเมตร มีการปลูกพืชชนิดเดียว
(มันสำปะหลัง) ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการปรับปรุงบำรุงดิน ผลผลิตพืชที่ได้รับต่ำ ดังพระราชดำรัส "...ปัญหาที่ 1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา : 2522 ... มีการตัดป่า แล้วปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งทำให้ดินจืดและกลายเป็นดินทราย มีแร่ธาตุน้อย ในฤดูแล้งจะมีการชะล้างเนื่องจากลมพัด (wind erosion) ในฤดูฝนจะมีการชะล้างเนื่องจากน้ำเซาะ (water erosion) ..." และ "...ตอนศึกษาดูพื้นที่นั้นพัฒนายากมาก เพราะว่ามีแต่หินแล้วก็เขาปลูกมันสำปะหลัง ก็เลยนึกว่าอาจจะสาธิตการปลูกมัน สำปะหลัง มันสำปะหลังนั้นแม้จะไม่มีน้ำก็ยังพอปลูก ได้โดยง่าย แต่ที่นี่เขาปลูกมันสำปะหลังไม่ขึ้น หมายความว่าอะไร ปุ๋ยไม่มี น้ำไม่มี มีแต่ทราย ก็เลยว่าจะ ต้องพัฒนาที่นี่ให้เป็นที่ที่สามารถปลูกแม้แต่มันสำปะหลัง อย่างนี้~การปลูกมันสำปะหลังก็ต้องรู้ การสร้างดิน ไม่ใช่ทรายมีแต่ทราย แล้วก็สร้างน้ำ เพื่อที่จะให้มีความชุ่มชื้นหน่อย มันสำปะหลังนี้เขาเข้มแข็งมาก ไม่ต้องน้ำเท่าไร แต่ที่นั่นมันไม่ขึ้น ก็ถามกำนันคนที่ให้ที่ เขายอมรับว่าเขาให้เพราะ เขาทำไม่ได้ เพราะเขาปลูกมันสำปะหลังไม่ได้มหัศจรรย์ แต่เขาก็ยินดีถวาย แล้วก็ 264 ไร่ ก็เห็นว่าน้อยเกินไป ก็เลยบอกว่าที่ตรงนั้นขอซื้อเพิ่มเติมอีกหน่อยได้ไหม เขาก็ขาย ขายตรงนั้นเขาเตรียมสำหรับปลูกมันสำปะหลังแล้ว แต่ว่าเขาไม่ได้ปลูก..."



เมื่อครั้งเริ่มจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ทรงมีพระราชดำริเป็นหลัการสำคัญในเบื้องต้นให้ปฏิบัติคือ "...การพัฒนาที่ดินเลวหรือที่ดิน เสื่อมโทรมให้ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์ ..." มีผู้กราบบังคมทูลถวายรายงานว่าการลงทุนพัฒนาในพื้นที่นี้อาจไม่คุ้มทุน แต่ทรงคัดค้านและพระราชทานข้อคิดว่า "... ต่อมาฝ่ายกรมต่างๆ ก็บอกว่าที่ดินแถวนี้ดินมันไม่ดี ใช้ไม่ได้ ไม่ควรจะทำโครงการไม่คุ้ม แต่ว่าก็ได้พูดว่า ดินไม่ดีนั่นเองมีเยอะแยะในประเทศไทย ถ้าหากว่าบอกว่าดินไม่ดี ไม่ช่วย ไม่ทำ ลงท้ายประเทศไทยทั้งประเทศจะกลายเป็นทะเลทรายหมด เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจ ก็เลยพยายามหาวิธีที่จะฟื้นฟูดินให้เป็นดินที่ใช้การได้ คือมาบัดนี้ ปลูกข้าวก็ได้ ปลูกพืชต่างๆ ก็ได้ โดยที่ถ้าดูตามสูตรที่เขาใช้กันว่าลงทุนเท่าไร แล้วก็ผลประโยชน์เท่าไหร่ มีสัดส่วนอย่างไรก็ออกจะไม่ได้ แต่ว่าถ้าหากว่านึกดูเราปรับปรุงแล้ว พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ต่อไปก็มากขึ้นแล้ว ผลผลิตก็มากขึ้น นอกจากนั้นผลผลิตนอกเขตก็จะได้มาก เป็นอันว่าเหมาะสมในการทำโครงการ จึงเป็นที่ที่เราต้องศึกษา แล้วก็ดูว่าในที่สุดจะได้ผลอย่างไร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาก็เกิดขึ้น..."

เมื่อทำการสำรวจสภาพปัญหาของพื้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานข้อเท็จจริงแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ณ ศาลาดุสิตดาลัย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2531 ความตอนหนึ่งว่า "... อันแรกก็ได้ให้กรมชลประทานได้สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำ ซึ่งดูๆ ไปแล้วก็แปลกเพราะว่าอ่างเก็บน้ำเท่ากับ กินที่ของที่ได้มาเกือบทั้งหมด จะเหลือเพียงไม่กี่ไร่ที่จะใช้สำหรับการเพาะปลูก โดยใช้น้ำชลประทาน ก็เริ่มต้นอย่างนั้นคือ ไม่ถือว่าผิดหลักวิชา ความจริงก็คือผิดหลักวิชามีที่เท่าไรก็มาใช้ ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำแล้วก็มาใช้ประโยชน์สำหรับการเพาะปลูกเพียงไม่กี่ไร่ แต่ถือว่าทำเป็นตัวอย่าง แล้วผลประโยชน์ที่จะได้ก็ไม่ใช่เฉพาะในที่ของเรา เป็นในที่ที่ลงไปข้างล่างคงได้รับประโยชน์สำหรับถานที่ก่อสร้างนั้น ..." และ "...ก่อนอื่นได้สร้าง เขื่อนกั้นห้วยเจ๊ก ซึ่งมีน้ำซับ (พิกัด QR.715208) เมื่อไปทำพิธีเกิดพระบรมรูปสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ที่วัดเขาหินซ้อนได้ไปสำรวจพื้นที่และ จะกำหนดที่ทำเขื่อน (8 สิงหาคม 2522) ต่อจากนั้นได้สร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม (นอกเขต) คือ อ่างห้วยสำโรงเหนือและห้วยสำโรงใต้ ..." และ "...เมื่อพัฒนาน้ำขึ้นมาบ้างแล้วก็เริ่มปลูกพืชไร่และเลี้ยงปลาในที่ลุ่ม ส่วนที่อยู่บนเนินก็เลี้ยงปศุสัตว์ ปลูกหญ้าและต้นไม้นี้ จะทำให้ดินมีคุณภาพดีขึ้น ในที่สุดจะใช้ที่ดินได้ทั้งหมด กรรมวิธีนี้อาจต้องใช้เวลานาน จะสามารถเปลี่ยนจากกระบวนการที่ไทางเสื่อมมาเป็นทางพัฒนาให้เป็นพื้นที่สมบูรณ์ ~ เมื่อจำแนกชั้นสมรรถนะของดิน สำหรับพืชไร่และการปลูกป่าแล้ว ก็สมควรที่จะมีการปลูกพันธุ์ไม้ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการ รักษาผิวดินและความชุ่มชื้นของอากาศแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อการใช้ในครัวเรือน อาทิ ไม้ เพื่อทำฟืน ไม้เพื่อทำบ้านและไม้ผล เป็นต้น ..."

ได้พระราชทานพระราชดำริในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวคือ "... ด้านหนึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของศูนย์ศึกษา ก็เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัย ในท้องที่เพราะว่าแต่ละท้องที่สภาพฝน ฟ้าอากาศและประชาชนในท้องที่ต่างๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมาก เหมือนกัน..." และ "... เป็นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึง ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกด้าน่ของชีวิต ประชาชนจะหาเลี้ยงชีพในท้องที่จะทำอย่างไร และได้เห็นวิทยาการแผนใหม่ จะสามารถที่จะหาดูวิธีการจะทำมาหากินให้มีประสิทธิภาพ..." ที่สำคัญคือ "... ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นศูนย์ที่รวบรวม กำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ทุกกรมกองทั้งในด้านการเกษตรหรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหางาน การส่งเสริมการศึกษามาอยู่ด้วยกัน ก็หมายความว่า ประชาชนซึ่งจะต้องการทั้งหลาย ก็สามารถที่จะมาดูส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชนก็มาอยู่พร้อมกันในที่เดียวกันซึ่งเป็นสองด้าน ก็หมายความถึงว่า สำคัญปลายทางคือประชาชนจะได้รับประโยชน์ และต้นทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์..."

ได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้ 1) พัฒนาให้เป็นศูนย์ตัวอย่างด้านเกษตรกรรม ที่สมบูรณ์แบบทั้งการพัฒนาแหน่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาดิน การวางแผนปลูกพืชและสัตว์เลี้ยง ที่เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้าชม ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและนำไปปฏิบัติตามได้ เพื่อพัฒนาอาชีพและพื้นที่ทำกินของตนให้เพิ่มผลผลิตมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นอาชีพเสริม เพิ่มฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพิ่มรายได้จากอาชีพหลักอีกทางหนึ่ง 2) พัฒนาพื้นที่รอบนอกศูนย์ศึกษาฯ บริเวณลุ่มน้ำโจนให้มีความเจริญขึ้นเป็นตัวอย่างแก่การพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ต่อไป 3) ให้นำวิธีการที่ได้ผลมาแล้ว ถูกต้อง ประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดมาดำเนินการ

ต่อมาราษฎรได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพิ่มอีก 497 ไร่ ผนวกกับที่ดินบริเวณสวนรุกขชาติและสวนพฤษศาสตร์ และได้ทรงซื้อที่ดินที่ติดอยู่กับศูนย์ฯ เพิ่มเติมเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาส่วนพระองค์เขาหินซ้อน เนื้อนที่ 655 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมดของศูนย์ 1,895 ไร่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชื่อว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา" (สำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0002/3041 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2523) และต่อมา ได้พระราชทานนามว่า "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" นับเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดำริแห่งแรกในจำนวน 6 ศูนย์ทั่วประเทศ

221050-3


ผลงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเสมือน "ต้นแบบ" ของความสำเร็จที่สามารถเป็นแนวทาง และตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ โดยรอบได้ทำการศึกษา ดังที่ได้พระราชทานประวัติเบื้องต้นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2531 ความว่า "...ศูนย์ศึกษาที่หินซ้อน ก็เป็นศูนย์ศึกษาแรก ผลที่ศูนย์ศึกษาหินซ้อนนั้นอาจมีน้อย เพราะว่าภูมิประเทศจำกัด ต่อมาความคิดของศูนย์ศึกษาก็ได้แผ่ขยายออกไป..."

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้สนองพระบรมราโชบายในการบริหารจัดการองค์กรตามแนวทางที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งเอนกประสงค์ของผู้คนในทุกด้าน โดยให้ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เสมือน "พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีชีวิต" (Living Natural Museum) และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) กล่าวคือ เป็นทั้งศูนย์สรรพวิทยาการ และพักผ่อนหย่อนใจไปในคราวเดียวกัน ดังพระราชดำริที่ว่า "...เป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่คนทุกระดับสามารถที่จะมาดู จะว่าเป็นโรงเรียนก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นที่มาดูศึกษาก็ได้ คือเป็นทัศนศึกษาพานักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยก็ตาม หรือไม่ใช่นักเรียน เป็นข้าราชการทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นผู้น้อย มาจนถึงชั้นผู้ใหญ่ ทุกระดับทุกอย่าง คือหมายความว่าทุกหน้าที่ สามารถมาดูในแห่งเดียวกัน วิธีการที่จะพัฒนาในสายต่างๆ ของวิชาการ อันนี้เท่ากับ เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่จะมาดูอะไร มีวิชาการใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ~ นอกจากนั้น ไปดูศูนย์ศึกษาก็ไปหย่อนใจได้ เพราะว่าทำงาน เครียดก็ไปเที่ยวศูนย์ ศึกษาเหมือนไปเที่ยวสวนสาธารณะก็ได้ความรู้ด้วย นี่แหละเป็นหลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนา..."

ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลจากการศึกษาพัฒนาที่ผ่านมา 27 ปี แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ ของศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังที่ได้พระราชทาน พระราชดำรัสแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 ความว่า "...ที่เขาหินซ้อนหลายฝ่ายช่วยกัน ใช้เวลา 15 ปี ที่นี่จึงเป็นแม่แบบช่วยชาวบ้านได้ ที่อื่นเลยทำง่ายขึ้น ต้องอดทน แล้วเป็นไง ก็ได้ประโยชน์ ชาวบ้านมีความสุข เราก็สุข ที่นี่เมื่อก่อนปลูกมันสำปะหลังยังไม่ขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ดีขึ้น แต่ก็เย็นสบายดี เปลี่ยนแปลงไปมาก..." และพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้ว่าฯ ซีอีโอ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546 ความว่า "... ความจริงที่ตรงนั้นจะราคาแพงขึ้นเยอะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ราคาที่ ตรงนั้น ถ้าไปซื้อจะไม่ขายให้ ~ เดี๋ยวนี้ที่นั่นปลูกมะม่วง ปลูกผักได้อย่างดีมีกำไร ที่รักที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่จะทำให้มีกำไร ไม่เคยเอาเงินที่ได้ มาเป็นถือว่ากำไร แต่ว่าสามารถเพิ่มเติมและ ซื้อที่เพิ่มเติมให้สามารถที่จะเป็นศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อน ซึ่งคนรู้จักกันทั้งนั้น..."

 

 

 

ข้อมูลและรูปภาพประกอบ - หนังสือ รายงานประจำปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนา เขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง



ข้อมูลล่าสุด arrow ทั่วไป arrow ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ