แนวทางจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำกร่อย

พิมพ์ PDF

ระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นวงจรธรรมชาติซึ่งเกื้อกูลสัมพันธ์ต่อกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้ผลิต คือพันธุ์พืชเจริญเติบจากการสังเคราะห์แสง ใบไม้ กิ่งไม้ และเศษไม้ จะร่วงทับถมในน้ำและดิน ถูกย่อยสลายโดย ผู้ย่อยสลาย กลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ในที่สุดกลายเป็นแร่ธาตุอาหารของผู้บริโภคซึ่งกินอินทรีย์สาร ได้แก่ สัตว์หน้าดินขนาดเล็ก พวกกินอินทรีย์สารนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์แก่ ผู้บริโภค ได้แก่ พวกสัตว์น้ำเล็กๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู ปลา และกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับสัตว์อื่นๆ อย่างนก ลิง เกิดเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศที่สมดุล

พื้นที่ที่ป่าชายเลนหรือพื้นที่น้ำกร่อย จึงมีความจำเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้เกิดความสมดุลของทรัพยากรป่าและทรัพยากรน้ำในพื้นที่ อีกทั้งป่าชายเลนยังมีบทบาทเป็นเหมือน ระบบกรองน้ำเสีย ดูดซับมลพิษที่ปะปนมากับน้ำ ด้วยมีระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งดูดซับออกซิเจนไว้ ช่วยบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนถูกระบายออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแหล่งน้ำจืดจากการรุกคืบของน้ำเค็มจากทะเล น้ำจืดมีคุณภาพและพอเพียง

ผลจากการ “ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  ครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๑)” ได้พบตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำกร่อยหรือป่าชายเลน โดยการสร้างสมดุลของระบบนิเวศด้วยการปลูกป่าชายเลนเป็นแนวป้องกันลมและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นต้น โดยมีกรณีตัวอย่างความสำเร็จจากชุมชนบ้านเปร็ดใน อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งได้รับรางวัลที่สาม จากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด
รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

สภาพปัญหาของชุมชน
บ้านเปร็ดในเป็นชุมชนเล็กๆ ใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด ประกอบด้วย ๑๓๖ ครัวเรือน จำนวนประชากร ๕๙๖ คน แต่เดิมเป็นชาวจีนอพยพมาตั้งหลักแหล่งเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อน ใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการปลูกข้าวไร่เลี้ยงชีพ ก่อนเปลี่ยนมาถางป่าเพื่อปลูกสวนยางสังเคราะห์ ตามนโยบายส่งเสริมของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบกับการเปิดสัมปทานป่าบกให้กลุ่มนายทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๒๕ มีการบุกรุกเข้าป่าใช้สอยของชุมชน โดยไม่มีการปลูกป่าทดแทน และขุดคันคูน้ำกั้นน้ำเค็ม เพื่อทำลายระบบนิเวศป่าชายเลนซึ่งจะมีน้ำขึ้นน้ำลงในแต่ละวัน ต้นไม้ในป่าล้มตายเป็นจำนวนมาก

s0

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง
ปี พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๒๘ สภาพป่าชายเลนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากการทำนากุ้ง นายทุนเข้าขุดลอกคลองแบ่งเขตป่าชายเลนเพื่อทำบ่อเลี้ยงกุ้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันปรึกษาปัญหาและผลกระทบอย่างหนัก เกิดการปะทะและต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านนานนับปี กระทั่งสามารถระเบิดประตูน้ำในนากุ้งและขับไล่นายทุนออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ และปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ชาวบ้านได้ร่วมมือฟื้นฟูปลูกพันธุ์ไม้เสริมป่าชายเลนเป็นครั้งแรก

ทว่าวิกฤตที่หนักกว่ากลับเข้าแทนที่ เม็ดเงินกำไรงามจากการทำนากุ้ง ทำให้ชาวบ้านกลับมาทำนากุ้งแทบทุกหลังคาเรือน สารเคมีที่สะสมในนากุ้งถูกปล่อยลงป่าชายเลนโดยตรง ไม่มีระบบกำจัดน้ำเสีย กุ้งเกิดโรคระบาด ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความหลากหลายในป่าชายเลนถูกทำลาย และนำไปสู่วิกฤตรุนแรงที่สุดในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ นากุ้งล่มสลาย ชุมชนมีหนี้สินรวมกันถึง ๓๐ ล้านบาท กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของชาวชุมชนบ้านเปร็ดใน

การจัดการของชุมชน
ชุมชนจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดในขึ้น ประกอบด้วย  
๖ กลุ่มย่อย กลุ่มละ ๒๐ ครัวเรือน แบ่งเขตรับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่าชายเลนเป็น ๕ โซน สมาชิกจัดเวรยามผลัดกันออกลาดตระเวนดูแลป่าชายเลน การลักลอบตัดไม้ เผาถ่าน และระบบนิเวศ เริ่มจัดทำแผนการจัดการป่าชายเลนชุมชน โดยศึกษาสภาพป่า  
ทำแนวเขต ทำแผนที่ แบ่งพื้นที่การจัดการ วางกฏระเบียบและข้อตกลงในการใช้ประโยชน์ทรัพยากร ขยายเครือข่ายชุมชนใกล้เคียงเพื่อจัดการป่าชายเลนและแก้ปัญหาหน้าทะเลร่วมกัน

ใช้กระบวนการเรียนรู้และวิเคราะห์ลักษณะปัญหาใหม่ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ ใช้งานวิจัยชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งทางความคิด และรวบรวมผลงานวิจัยเป็นชุดความรู้เชิงนวัตกรรมของชุมชน เช่น คิดค้นการทำเต๋ายาง ให้เป็นปะการังเทียม เพื่อวิจัยการป้องกันการพังทลายของหน้าทะเล และแนวเขตฟื้นฟูของป่าชายเลน

เต๋ายาง


จัดทำกฎระเบียบในการเก็บหาและใช้ประโยชน์จากการอนุรักษ์ป่าเรื่อง ไม้ ปู ปลา กุ้ง หอย ผึ้ง หิ่งห้อย และสัตว์ป่าอื่นๆ โดยในแต่ละทรัพยากรบ่งบอกถึงสิทธิในการใช้ของคนในชุมชนและคนนอกชุมชน มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน และวางแผนการจัดการทรัพยากรในระยะยาว มีการปรับปรุงกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ปลูกพันธุ์ไม้ซ่อมแซมป่าชายเลนอย่างน้อยปีละครั้ง ติดตามข้อมูลการใช้ประโยชน์จากนิเวศป่าชายเลน สำรวจทรัพยากรในป่าทุกๆ ๓ ปี จัดเวทีระดมความคิดเห็นของชาวบ้านและผู้นำทุกกลุ่มในชุมชน เปิดโอกาสให้ทุกส่วนมีสิทธิมีเสียง และมีส่วนร่วมในการวางแผน

การประชุมชาวบ้าน

ผลสำเร็จ
น้ำดีไล่น้ำเสีย

  • การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน กลับคืนมาทำให้เกิดแนวป้องกันการปะทะและกัดเซาะชายฝั่งทะเล (Soft Break) แผ่นดินไม่เกิดการถอยร่น โดยมีชั้นป่าชายเลนที่ชุมชนเฝ้าดูแล ๓ ชั้น ระยะทาง ๑.๘ กิโลเมตร ซึ่งมีระบบนิเวศป่าชายเลนสมบูรณ์และหลากหลาย
  • ระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลน เช่น โกงกาง แสม โปรง ฝาดดอกแดง ตาตุ่มทะเล ฯลฯ เป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำเสีย คัดกรองขยะ ดูดซับมลพิษที่ปะปนมากับน้ำ ทำให้น้ำกร่อยในป่าชายเลนมีสภาพดี เพราะระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งดูดจับออกซิเจนไว้ สามารถช่วยบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนที่จะถูกระบายออกสู่ทะเล
  • พื้นที่ป่าชายเลนช่วยป้องกันการรุกคืบเข้ามาของน้ำเค็มจากทะเล ทำให้แหล่งน้ำจืดซึ่งเป็นคลองขนาดสั้น จำนวน ๑๒ คลองเชื่อมต่อกับทะเล มีปริมาณน้ำจืดในแผ่นดินเพียงพอและมีคุณภาพ ไม่กลายสภาพเป็นน้ำกร่อยในวงกว้าง


ระบบนิเวศ

  • ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลนขนาดเนื้อที่ ๑๒,๐๐๐ ไร่ จนมีความอุดมสมบูรณ์เป็นลำดับที่ ๒ ของประเทศไทย และเป็นลำดับที่ ๒๐ ต้นๆ ของโลก มีความหลากหลายของระบบนิเวศป่าชายเลนที่สมบูรณ์และครบวงจรชีวิต กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนตัวอย่าง และได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี พ.ศ. ๒๕๔๒

s3

  • ชุมชนข้างเคียงเกิดความเข้าใจการจัดการป่าชายเลนมากขึ้น ชุมชนหนองโสนยินดีเลิกการทำประมงอวนรุน อวนลาก ภาครัฐ (ป่าไม้ ประมง) ยอมรับการทำงานของชุมชนบ้านเปร็ดใน ทรัพยากรหน้าทะเลเพิ่มขึ้น จำนวนคนเข้ามาบุกรุกลดลง
  • บูรณาการผลผลิตจากความอุดมสมบูรณ์ของป่า มาสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ กิจกรรมธนาคารปูแสมและบ้านปลา โครงการ “หยุดจับร้อยคอยจับล้าน” ให้จับปูแสมในคืนแรม ๔-๕-๖ ค่ำ เพียง ๓ คืน ในเดือน ๑๑ หรือเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่ปูแสมวางไข่และเป็นตัวอ่อน ทำให้มีลูกปูแสมเติบโตได้ในทุกปี ชาวบ้านมีรายได้จากการจับปูแสมเพิ่มขึ้น
  • ลดหนี้สินชุมชนด้วยระบบสัจจะออมทรัพย์ สามารถปลดหนี้สินชาวบ้านจาก ๓๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐ ล้านบาท มีรายได้ มีเงินออมเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท  และกลายเป็นต้นแบบการจัดการระบบสัจจะออมทรัพย์ ให้กับชุมชนต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน

s4

ตารางแสดงปริมาณผลผลิต และรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ชนิด ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖
ปูแสม ๘ ก.ก./ วัน (๕๐ บาท/ ก.ก.)
(ผู้เก็บหา ๖ คน)
๑๕ กก./ วัน (๔๐ บาท/กก.)
(ผู้เก็บหา ๓๐ คน)
ปูดำ ๑๐,๐๐๐ บาท/ครั้ง/๓ เดือน/ครัวเรือน
(ผู้เพาะเลี้ยง ๖ คน)
๑๕,๐๐๐ บาท/ครั้ง/๓ เดือน/ครัวเรือน
(ผู้เพาะเลี้ยง ๒๐ คน)
หอย ๕ ก.ก./ วัน (๒๕ บาท/ ก.ก.)
(ผู้เก็บหา ๕ คน)
๖ กก./ วัน (๓๐ บาท/กก.)
(ผู้เก็บหา ๑๐ คน)
  • กลุ่มเยาวชนลูกไม้ป่าเลน ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรต่างๆ เป็นมัคคุเทศก์น้อยในการนำชมเส้นทางศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนและบ้านพักโฮมสเตย์ เรียนรู้แนวคิดและการทำงานจากแกนนำ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา สืบสานภารกิจ เกิดการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

s5
กลุ่มเยาวชนลูกไม้ป่าเลน  
คนรุ่นต่อไปที่จะมาสืบสานแนวคิดด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน

ขยายผลสู่ความยั่งยืน

  • ศักยภาพสู่ความยั่งยืน
  • วางแผนยุทธศาสตร์ชุมชนด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ชุมชน
  • วางแผนยุทธศาตร์ชุมชนด้านการป้งอกันและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  • จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ระดมทุนจากภายในชุมชน หาแหล่งทุนสนับสนุนจากภายนอกเพิ่มเติม และมีระบบจัดการด้วยรูปแบบสัจจะออมทรัพย์


การขยายเครือข่าย

  • จัดค่ายสิ่งแวดล้อมทรัพยากรชายฝั่งทะเล เพื่อขยายเครือข่ายไปสู่ระดับครอบครัวในชุมชนบ้านเปร็ดใน และเครือข่ายชุมชนภายนอก
  • เวทีแลกเปลี่ยนของหน่วยงาน องค์กรสนับสนุน และใช้เวทีประชาคมหมู่บ้านทุกวันที่ 4 ของเดือน ในการประชาสัมพันธ์ และรายงานผลการปฏิบัติงานของกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่างชายเลนบ้านเปร็ดใน
  • เพิ่มความเข้มแข็งเครือข่ายระดับพื้นที่ในหมู่บ้านใกล้เคียง สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สร้างข้อตกลงร่วมกัน มีเวทีสร้างความเข้าใจและความเสมอภาคของเครือข่ายระดับชุมชน และระดับตำบล
  • พัฒนาเครือข่ายโดยยกระดับแผนการจัดการป่าชายเลนชุมชน และทรัพยากรชายฝั่งทะเลระดับตำบล จัดกระบวนการน้ำเสนอแผนเข้าสู่ อบต. เพื่อประสานแผนจัดการระดับหมู่บ้านสู่การจัดการระดับตำบล สร้างเวทีสนับสนุนบทบาทและการดำเนินงานที่ชัดเจนของ อบต. ต่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  • สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้เครือข่ายระดับจังหวัดตราด โดยมีกลุ่มองค์กร ๓๒ องค์กร และกลุ่มเยาวชน ๒ กลุ่ม และสร้างเครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพา ๔ จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) และเครือข่ายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก ๙ จังหวัด ผ่านเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

s6






กำลังอยู่ที่หน้า : ชุมชนพื้นที่น้ำกร่อย แนวทางจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำกร่อย