Thailand Water Challenge - การประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนฯ

บทพิสูจน์ความสำเร็จเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป

พิมพ์ PDF

เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่


สภาพปัญหา
ลุ่มน้ำแม่ละอุป นับเป็นต้นน้ำของ อ.แม่แจ่ม ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำปิง ได้ประสบปัญหาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกต้อง ประชากรเพิ่ม และมีการรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน ทำให้ป่าเริ่มเสื่อมโทรม ปริมาณน้ำลดลง การทำนาได้ผลผลิตไม่พอกิน ปริมาณสัตว์น้ำลดลง

 


ภาพที่ ๑๒ การเกิดไฟป่า และดินถล่ม

ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เริ่มมีการตัดถนนเข้าหมู่บ้าน นายทุนเข้ามาตัดไม้ ชาวบ้านเริ่มตั้งหมู่บ้านบริเวณต้นน้ำ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เกิดวิกฤต น้ำแห้ง ป่าหมด เกิดไฟป่า ชาวบ้านเกิดความขัดแย้งกันเพราะมีการแย่งน้ำมาทำเกษตร ชาวบ้านเกิดการแบ่งฝ่ายเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และ กลุ่มที่เข้าไปรับจ้างนายทุนตัดไม้ จนในที่สุดปัญหาการขาดแคลนน้ำก็เข้าสู่ภาวะวิกฤต

การดำเนินงาน

 

  • ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ชาวบ้านรวมตัวทำประชาคมหมู่บ้าน ร่วมกันขับไล่คนของนายทุนที่มาตัดไม้ออกจากชุมชน และเริ่มจัดทำระเบียบของแต่ละหมู่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทหารได้เข้ามาช่วยทำแผนที่ แบ่งเขตพื้นที่อย่างชัดเจน

 


ภาพที่ ๑๓ การรวมตัวของชุมชน
  • ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เริ่มมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุปอย่างชัดเจน โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรักษ์ไทย เข้ามาช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหาและหาแหล่งงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของชุมชน

ภาพที่ ๑๔ แผนผังแสดงการดำเนินงานของเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป

 

  • ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เครือข่ายฯ เริ่มดำเนินงานจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น ฝายดักตะกอน ฟื้นฟูป่า สร้างแนวกันไฟ บวชป่า เป็นต้น ภายใน ๑ ปี น้ำกลับมา จนสามารถสร้างโรงสีข้าวพลังน้ำได้ (ใช้งบประมาณก่อสร้างจาก UNDP)

ภาพที่ ๑๕ เมื่อเริ่มก่อสร้างโรงสีข้าวพลังน้ำ

ผลสำเร็จ
๑) หาน้ำได้

  • หลังจากที่ได้ฟื้นฟูป่า น้ำในลำธารได้กลับคืน

ภาพที่ ๑๖ แผนที่แสดงเส้นทางน้ำลุ่มน้ำแม่ละอุป
  • ชุมชนได้แบ่งลำห้วยสายต่างๆ ตามประโยชน์การใช้งาน เช่น
    • ห้วยแม่ละอุป ใช้ทำนา
    • ห้วยหล่าขลื่อโล๊ะ เป็นน้ำดื่ม
    • ห้วยทอกลอโกล๊ะ เป็นแหล่งเรียนรู้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ

ภาพที่ ๑๗ ลำห้วยต่างๆ ภายใน อ.แม่แจ่ม


๒) ใช้น้ำเป็น

  • ชุมชนใช้ภูมิปัญญาชาวเขาจากคนรุ่นเก่า ผันน้ำจากลำห้วยมาที่ลำเหมืองเดิม เข้าสู่พื้นที่ทำนา

ภาพที่ ๑๘ บริเวณนาข้าว และลำเหมือง
  • นำพลังน้ำ ก่อเกิดเป็นโรงสีข้าวพลังน้ำ ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และนำรายได้ที่เกิดจากการสีข้าว เป็นกองทุนเครือข่าย

ภาพที่ ๑๙ โรงสีข้าวพลังน้ำ

๓) มีน้ำสำรอง

  • ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ซึ่งเกิดจากฝายชะลอน้ำชุ่มชื้น และการฟื้นฟูป่า

ภาพที่ ๒๐ ฝายทั้งแบบกึ่งถาวร และ ฝายถาวร ในลุ่มน้ำแม่ละอุป

๔) ระบบนิเวศน์

  • ชุมชนมีความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ป่าต่างๆ ที่กลับคืนมา และเป็นตัวชี้วัดของความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและป่า ได้แก่
    • ชะนี ๑๐ ฝูง เพราะ ชะนี ๑ ฝูงจะครอบครองพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ๗๐ – ๒๐๐ ไร่
    • ปลาก้าง กบจุก ปูก้ามเหลือง ซึ่งชุมชนนับถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่จับกิน และเป็นสัตว์ที่อาศัยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำเท่านั้น

ภาพที่ ๒๑ แสดงระบบนิเวศน์ ปลาก้าง กบจุก และปูก้ามเหลือง
  • มีพื้นที่แหล่งขยายพันธุ์ปลาในลำห้วย (พื้นที่เครือข่าย ระยะทาง ๔ กม.)
  • พัฒนาภูมิปัญญา ป่าสะดือ ที่นำรกเด็กมาผูกต้นไม้ เพื่อแสดงว่าเด็กเจ้าของรก เป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนั้น เปลี่ยนมาใช้เสื้อ “ต้นไม้สายใยชีวิต” ให้คนที่ซื้อเสื้อของชุมชนได้เป็นเจ้าของต้นไม้ ๑ ต้น

ภาพที่ ๒๒ แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา และป่าสะดือ
  • จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เพื่อให้เยาวชน และชุมชนอื่นๆ ได้เข้ามาเรียนรู้การฟื้นฟูป่า ฝายปกา เกอะ ญอ ป่าสมุนไพร ฯลฯ

ภาพที่ ๒๓ เส้นทางศึกษาธรรมชาติภูมิปัญญากะเหรี่ยง
ความต่อเนื่องและความยั่งยืน
๑) ศักยภาพสู่ความยั่งยืน

 

  • นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เครือข่ายมีคณะกรรมการดูแลรักษาน้ำแต่ละหย่อมบ้าน มีกฏ กติกา เพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการแบ่งใช้พื้นที่อย่างชัดเจน
  • กองทุนเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป เป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติของเครือข่ายลุ่มน้ำ
  • ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาปกา เกอะ ญอ เพื่อการฟื้นฟูแหล่งต้น้ำในพื้นที่เครือข่าย อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่รวบรวมความรู้ของ ฝายปกา เกอะ ญอ ป่าสะดือ (ต้นไม้สายใยชีวิต) เป็นต้น

ภาพที่ ๒๔ กฎ กติกา และ ภูมิปัญญา ปกา เกอะญอ


๒) การขยายเครือข่าย

  • ชุมชน
    • ภายในชุมชน ประกอบด้วยคณะกรรมการเครือข่าย จาก ๒ หมู่บ้าน (๕ หย่อมบ้าน)
    • ภายนอกชุมชน ได้แก่
      - ชุมชน ปกา เกอะ ญอ และ ชุมชนอื่นๆ
      - อบต.
      - ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
      - ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน
    • เยาวชน เครือข่ายได้ร่วมมือโรงเรียน นำเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน ขยายเป็นเครือข่ายเยาวชน
25
ภาพที่ ๒๕ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน – เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:26 น.

บทพิสูจน์ความสำเร็จ ชุมชนบ้านเปร็ดใน

พิมพ์ PDF

ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด
รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

สภาพปัญหาของชุมชน
บ้านเปร็ดในเป็นชุมชนเล็กๆ ใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด ประกอบด้วย ๑๓๖ ครัวเรือน จำนวนประชากร ๕๙๖ คน แต่เดิมเป็นชาวจีนอพยพมาตั้งหลักแหล่งเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อน ใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการปลูกข้าวไร่เลี้ยงชีพ ก่อนเปลี่ยนมาถางป่าเพื่อปลูกสวนยางสังเคราะห์ ตามนโยบายส่งเสริมของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบกับการเปิดสัมปทานป่าบกให้กลุ่มนายทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๒๕ มีการบุกรุกเข้าป่าใช้สอยของชุมชน โดยไม่มีการปลูกป่าทดแทน และขุดคันคูน้ำกั้นน้ำเค็ม เพื่อทำลายระบบนิเวศป่าชายเลนซึ่งจะมีน้ำขึ้นน้ำลงในแต่ละวัน ต้นไม้ในป่าล้มตายเป็นจำนวนมาก

สภาพปัญหา


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 09 พฤษภาคม 2011 เวลา 09:49 น. อ่านเพิ่มเติม...

แนวทางจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำกร่อย

พิมพ์ PDF

ระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นวงจรธรรมชาติซึ่งเกื้อกูลสัมพันธ์ต่อกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้ผลิต คือพันธุ์พืชเจริญเติบจากการสังเคราะห์แสง ใบไม้ กิ่งไม้ และเศษไม้ จะร่วงทับถมในน้ำและดิน ถูกย่อยสลายโดย ผู้ย่อยสลาย กลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ในที่สุดกลายเป็นแร่ธาตุอาหารของผู้บริโภคซึ่งกินอินทรีย์สาร ได้แก่ สัตว์หน้าดินขนาดเล็ก พวกกินอินทรีย์สารนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์แก่ ผู้บริโภค ได้แก่ พวกสัตว์น้ำเล็กๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู ปลา และกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับสัตว์อื่นๆ อย่างนก ลิง เกิดเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศที่สมดุล

พื้นที่ที่ป่าชายเลนหรือพื้นที่น้ำกร่อย จึงมีความจำเป็นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้เกิดความสมดุลของทรัพยากรป่าและทรัพยากรน้ำในพื้นที่ อีกทั้งป่าชายเลนยังมีบทบาทเป็นเหมือน ระบบกรองน้ำเสีย ดูดซับมลพิษที่ปะปนมากับน้ำ ด้วยมีระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งดูดซับออกซิเจนไว้ ช่วยบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนถูกระบายออกสู่ทะเล นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแหล่งน้ำจืดจากการรุกคืบของน้ำเค็มจากทะเล น้ำจืดมีคุณภาพและพอเพียง

ผลจากการ “ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  ครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๑)” ได้พบตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำกร่อยหรือป่าชายเลน โดยการสร้างสมดุลของระบบนิเวศด้วยการปลูกป่าชายเลนเป็นแนวป้องกันลมและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นต้น โดยมีกรณีตัวอย่างความสำเร็จจากชุมชนบ้านเปร็ดใน อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งได้รับรางวัลที่สาม จากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

ชุมชนบ้านเปร็ดใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด
รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

สภาพปัญหาของชุมชน
บ้านเปร็ดในเป็นชุมชนเล็กๆ ใน ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด ประกอบด้วย ๑๓๖ ครัวเรือน จำนวนประชากร ๕๙๖ คน แต่เดิมเป็นชาวจีนอพยพมาตั้งหลักแหล่งเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อน ใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการปลูกข้าวไร่เลี้ยงชีพ ก่อนเปลี่ยนมาถางป่าเพื่อปลูกสวนยางสังเคราะห์ ตามนโยบายส่งเสริมของรัฐในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกอบกับการเปิดสัมปทานป่าบกให้กลุ่มนายทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๒๕ มีการบุกรุกเข้าป่าใช้สอยของชุมชน โดยไม่มีการปลูกป่าทดแทน และขุดคันคูน้ำกั้นน้ำเค็ม เพื่อทำลายระบบนิเวศป่าชายเลนซึ่งจะมีน้ำขึ้นน้ำลงในแต่ละวัน ต้นไม้ในป่าล้มตายเป็นจำนวนมาก

s0

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง
ปี พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๒๘ สภาพป่าชายเลนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากการทำนากุ้ง นายทุนเข้าขุดลอกคลองแบ่งเขตป่าชายเลนเพื่อทำบ่อเลี้ยงกุ้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันปรึกษาปัญหาและผลกระทบอย่างหนัก เกิดการปะทะและต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านนานนับปี กระทั่งสามารถระเบิดประตูน้ำในนากุ้งและขับไล่นายทุนออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ และปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ชาวบ้านได้ร่วมมือฟื้นฟูปลูกพันธุ์ไม้เสริมป่าชายเลนเป็นครั้งแรก

ทว่าวิกฤตที่หนักกว่ากลับเข้าแทนที่ เม็ดเงินกำไรงามจากการทำนากุ้ง ทำให้ชาวบ้านกลับมาทำนากุ้งแทบทุกหลังคาเรือน สารเคมีที่สะสมในนากุ้งถูกปล่อยลงป่าชายเลนโดยตรง ไม่มีระบบกำจัดน้ำเสีย กุ้งเกิดโรคระบาด ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความหลากหลายในป่าชายเลนถูกทำลาย และนำไปสู่วิกฤตรุนแรงที่สุดในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ นากุ้งล่มสลาย ชุมชนมีหนี้สินรวมกันถึง ๓๐ ล้านบาท กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของชาวชุมชนบ้านเปร็ดใน

การจัดการของชุมชน
ชุมชนจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดในขึ้น ประกอบด้วย  
๖ กลุ่มย่อย กลุ่มละ ๒๐ ครัวเรือน แบ่งเขตรับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่าชายเลนเป็น ๕ โซน สมาชิกจัดเวรยามผลัดกันออกลาดตระเวนดูแลป่าชายเลน การลักลอบตัดไม้ เผาถ่าน และระบบนิเวศ เริ่มจัดทำแผนการจัดการป่าชายเลนชุมชน โดยศึกษาสภาพป่า  
ทำแนวเขต ทำแผนที่ แบ่งพื้นที่การจัดการ วางกฏระเบียบและข้อตกลงในการใช้ประโยชน์ทรัพยากร ขยายเครือข่ายชุมชนใกล้เคียงเพื่อจัดการป่าชายเลนและแก้ปัญหาหน้าทะเลร่วมกัน

ใช้กระบวนการเรียนรู้และวิเคราะห์ลักษณะปัญหาใหม่ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ ใช้งานวิจัยชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งทางความคิด และรวบรวมผลงานวิจัยเป็นชุดความรู้เชิงนวัตกรรมของชุมชน เช่น คิดค้นการทำเต๋ายาง ให้เป็นปะการังเทียม เพื่อวิจัยการป้องกันการพังทลายของหน้าทะเล และแนวเขตฟื้นฟูของป่าชายเลน

เต๋ายาง


จัดทำกฎระเบียบในการเก็บหาและใช้ประโยชน์จากการอนุรักษ์ป่าเรื่อง ไม้ ปู ปลา กุ้ง หอย ผึ้ง หิ่งห้อย และสัตว์ป่าอื่นๆ โดยในแต่ละทรัพยากรบ่งบอกถึงสิทธิในการใช้ของคนในชุมชนและคนนอกชุมชน มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน และวางแผนการจัดการทรัพยากรในระยะยาว มีการปรับปรุงกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ปลูกพันธุ์ไม้ซ่อมแซมป่าชายเลนอย่างน้อยปีละครั้ง ติดตามข้อมูลการใช้ประโยชน์จากนิเวศป่าชายเลน สำรวจทรัพยากรในป่าทุกๆ ๓ ปี จัดเวทีระดมความคิดเห็นของชาวบ้านและผู้นำทุกกลุ่มในชุมชน เปิดโอกาสให้ทุกส่วนมีสิทธิมีเสียง และมีส่วนร่วมในการวางแผน

การประชุมชาวบ้าน

ผลสำเร็จ
น้ำดีไล่น้ำเสีย

  • การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน กลับคืนมาทำให้เกิดแนวป้องกันการปะทะและกัดเซาะชายฝั่งทะเล (Soft Break) แผ่นดินไม่เกิดการถอยร่น โดยมีชั้นป่าชายเลนที่ชุมชนเฝ้าดูแล ๓ ชั้น ระยะทาง ๑.๘ กิโลเมตร ซึ่งมีระบบนิเวศป่าชายเลนสมบูรณ์และหลากหลาย
  • ระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลน เช่น โกงกาง แสม โปรง ฝาดดอกแดง ตาตุ่มทะเล ฯลฯ เป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำเสีย คัดกรองขยะ ดูดซับมลพิษที่ปะปนมากับน้ำ ทำให้น้ำกร่อยในป่าชายเลนมีสภาพดี เพราะระบบรากของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนซึ่งดูดจับออกซิเจนไว้ สามารถช่วยบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนที่จะถูกระบายออกสู่ทะเล
  • พื้นที่ป่าชายเลนช่วยป้องกันการรุกคืบเข้ามาของน้ำเค็มจากทะเล ทำให้แหล่งน้ำจืดซึ่งเป็นคลองขนาดสั้น จำนวน ๑๒ คลองเชื่อมต่อกับทะเล มีปริมาณน้ำจืดในแผ่นดินเพียงพอและมีคุณภาพ ไม่กลายสภาพเป็นน้ำกร่อยในวงกว้าง


ระบบนิเวศ

  • ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลนขนาดเนื้อที่ ๑๒,๐๐๐ ไร่ จนมีความอุดมสมบูรณ์เป็นลำดับที่ ๒ ของประเทศไทย และเป็นลำดับที่ ๒๐ ต้นๆ ของโลก มีความหลากหลายของระบบนิเวศป่าชายเลนที่สมบูรณ์และครบวงจรชีวิต กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนตัวอย่าง และได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี พ.ศ. ๒๕๔๒

s3

  • ชุมชนข้างเคียงเกิดความเข้าใจการจัดการป่าชายเลนมากขึ้น ชุมชนหนองโสนยินดีเลิกการทำประมงอวนรุน อวนลาก ภาครัฐ (ป่าไม้ ประมง) ยอมรับการทำงานของชุมชนบ้านเปร็ดใน ทรัพยากรหน้าทะเลเพิ่มขึ้น จำนวนคนเข้ามาบุกรุกลดลง
  • บูรณาการผลผลิตจากความอุดมสมบูรณ์ของป่า มาสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ กิจกรรมธนาคารปูแสมและบ้านปลา โครงการ “หยุดจับร้อยคอยจับล้าน” ให้จับปูแสมในคืนแรม ๔-๕-๖ ค่ำ เพียง ๓ คืน ในเดือน ๑๑ หรือเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่ปูแสมวางไข่และเป็นตัวอ่อน ทำให้มีลูกปูแสมเติบโตได้ในทุกปี ชาวบ้านมีรายได้จากการจับปูแสมเพิ่มขึ้น
  • ลดหนี้สินชุมชนด้วยระบบสัจจะออมทรัพย์ สามารถปลดหนี้สินชาวบ้านจาก ๓๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐ ล้านบาท มีรายได้ มีเงินออมเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท  และกลายเป็นต้นแบบการจัดการระบบสัจจะออมทรัพย์ ให้กับชุมชนต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน

s4

ตารางแสดงปริมาณผลผลิต และรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ชนิด ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖
ปูแสม ๘ ก.ก./ วัน (๕๐ บาท/ ก.ก.)
(ผู้เก็บหา ๖ คน)
๑๕ กก./ วัน (๔๐ บาท/กก.)
(ผู้เก็บหา ๓๐ คน)
ปูดำ ๑๐,๐๐๐ บาท/ครั้ง/๓ เดือน/ครัวเรือน
(ผู้เพาะเลี้ยง ๖ คน)
๑๕,๐๐๐ บาท/ครั้ง/๓ เดือน/ครัวเรือน
(ผู้เพาะเลี้ยง ๒๐ คน)
หอย ๕ ก.ก./ วัน (๒๕ บาท/ ก.ก.)
(ผู้เก็บหา ๕ คน)
๖ กก./ วัน (๓๐ บาท/กก.)
(ผู้เก็บหา ๑๐ คน)
  • กลุ่มเยาวชนลูกไม้ป่าเลน ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรต่างๆ เป็นมัคคุเทศก์น้อยในการนำชมเส้นทางศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนและบ้านพักโฮมสเตย์ เรียนรู้แนวคิดและการทำงานจากแกนนำ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา สืบสานภารกิจ เกิดการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

s5
กลุ่มเยาวชนลูกไม้ป่าเลน  
คนรุ่นต่อไปที่จะมาสืบสานแนวคิดด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน

ขยายผลสู่ความยั่งยืน

  • ศักยภาพสู่ความยั่งยืน
  • วางแผนยุทธศาสตร์ชุมชนด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ชุมชน
  • วางแผนยุทธศาตร์ชุมชนด้านการป้งอกันและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  • จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ระดมทุนจากภายในชุมชน หาแหล่งทุนสนับสนุนจากภายนอกเพิ่มเติม และมีระบบจัดการด้วยรูปแบบสัจจะออมทรัพย์


การขยายเครือข่าย

  • จัดค่ายสิ่งแวดล้อมทรัพยากรชายฝั่งทะเล เพื่อขยายเครือข่ายไปสู่ระดับครอบครัวในชุมชนบ้านเปร็ดใน และเครือข่ายชุมชนภายนอก
  • เวทีแลกเปลี่ยนของหน่วยงาน องค์กรสนับสนุน และใช้เวทีประชาคมหมู่บ้านทุกวันที่ 4 ของเดือน ในการประชาสัมพันธ์ และรายงานผลการปฏิบัติงานของกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่างชายเลนบ้านเปร็ดใน
  • เพิ่มความเข้มแข็งเครือข่ายระดับพื้นที่ในหมู่บ้านใกล้เคียง สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สร้างข้อตกลงร่วมกัน มีเวทีสร้างความเข้าใจและความเสมอภาคของเครือข่ายระดับชุมชน และระดับตำบล
  • พัฒนาเครือข่ายโดยยกระดับแผนการจัดการป่าชายเลนชุมชน และทรัพยากรชายฝั่งทะเลระดับตำบล จัดกระบวนการน้ำเสนอแผนเข้าสู่ อบต. เพื่อประสานแผนจัดการระดับหมู่บ้านสู่การจัดการระดับตำบล สร้างเวทีสนับสนุนบทบาทและการดำเนินงานที่ชัดเจนของ อบต. ต่อการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล
  • สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้เครือข่ายระดับจังหวัดตราด โดยมีกลุ่มองค์กร ๓๒ องค์กร และกลุ่มเยาวชน ๒ กลุ่ม และสร้างเครือข่ายชายฝั่งทะเลบูรพา ๔ จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) และเครือข่ายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก ๙ จังหวัด ผ่านเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

s6






แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:39 น.

บทพิสูจน์ความสำเร็จ ชุมชนปะกาฮะรัง

พิมพ์ PDF

ชุมชนปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี
รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)

สภาพปัญหาของชุมชน
สภาพภูมิประเทศตำบลปะกาฮะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูฝนจะประสบปัญหาอุทกภัย เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี
ไม่สามารถทำนาตามฤดูกาลได้ เกษตรกรจึงหันมาทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งแทน
แต่ปริมาณน้ำก็ไม่เพียงพอ ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 09 พฤษภาคม 2011 เวลา 09:50 น. อ่านเพิ่มเติม...

แนวทางจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำหลาก

พิมพ์ PDF

ฝนตก...น้ำหลาก...น้ำท่วม ปรากฏการณ์นี้เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน และนับวันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกชุกและปริมาณน้ำฝนสูง จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่ในหลายพื้นที่เกือบทุกภูมิภาค และมักเกิดขึ้นซ้ำซากเป็นประจำแทบทุกปี ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย สร้างความสูญเสียแก่ชีวิต บ้านเรือนและทรัพย์สิน ตลอดจนพื้นที่ทำกินของประชาชนแต่ละครั้งอย่างมหาศาล  

ปัญหาน้ำท่วม น้ำหลาก มาจากสาเหตุต่างๆ มากมาย เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในช่วงฤดูฝน พื้นที่ไม่สามารถรับปริมาณน้ำที่ไหลสู่บริเวณนั้นได้เพียงพอ การขยายตัวอย่างขาดการวางแผนของชุมชนเมือง การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดการหลากของน้ำเร็วขึ้น การก่อสร้างถนนขวางทางน้ำหลากและมีการระบายน้ำไม่เพียงพอ การสูบน้ำบาดาลทำให้ดินทรุดตัว การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติไปทำประโยชน์อย่างอื่น เป็นต้น

การจัดการปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากนั้น สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้สาเหตุและความรุนแรงของปัญหา ต้องเข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ ลักษณะพื้นที่ ตลอดจนปริมาณน้ำที่ไหลบ่า ในบทนี้จะกล่าวถึงการจัดการน้ำในพื้นที่น้ำหลาก คือสภาพที่น้ำท่วมบริเวณใดบริเวณหนึ่งเกือบทุกๆ ปี ในฤดูน้ำหลาก เนื่องจาก แหล่งน้ำในบริเวณนั้นไม่สามารถรับปริมาณน้ำที่ไหลสู่บริเวณนั้นได้เพียงพอ พื้นที่บริเวณนี้มักจะเป็นที่ราบลุ่มใกล้ปากแม่น้ำ โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของชุมชนปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งได้รับรางวัลที่สามจากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๑)  ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำหลากเป็นประจำทุกปี  

ชุมชนปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี
รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑)


สภาพปัญหาของชุมชน
สภาพภูมิประเทศตำบลปะกาฮะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูฝนจะประสบปัญหาอุทกภัย เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี  
ไม่สามารถทำนาตามฤดูกาลได้ เกษตรกรจึงหันมาทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งแทน  
แต่ปริมาณน้ำก็ไม่เพียงพอ ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

km1

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง

ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรทำนาปรังตำบลปะกาฮะรัง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยในระยะเริ่มแรกใช้กังหันลมวิดน้ำจากคลองระบายน้ำ ต่อมาได้ขอความช่วยเหลือการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากหน่วยปฏิบัติการสูบน้ำที่ ๑๒ สำนักชลประทานที่ ๑๒ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสูบน้ำจากคลองระบายน้ำขึ้นมาใช้ทำนาในฤดูแล้ง โดยมีการเก็บค่าจัดการน้ำจากสมาชิกเป็นข้าวเปลือกเพื่อนำมาจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องสูบน้ำ

km2


จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๕ กรมชลประทานได้ก่อสร้างระบบส่งน้ำและระบบคันคูน้ำขึ้นในพื้นที่ตำบลปะกาฮะรัง กลุ่มเกษตรกรทำนาปรังจึงได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทานสำหรับใช้ในการเพาะปลูก รวมทั้งอุปโภคและบริโภค ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ กลุ่มเกษตรกรทำนาหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานปะกาฮะรัง” หรือกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการใช้น้ำชลประทานให้ทั่วถึง เป็นธรรม และก่อประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกทุกคน โดยมีสมาชิกเริ่มแรกในขณะนั้น ๑๓๐ คน กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง ได้บริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้างระบบคันคูน้ำ และมีส่วนร่วมในการวางแนวคูส่งน้ำ มีการวางแผนการส่งน้ำร่วมกับกรมชลประทาน ทำให้ชุมชนปะกาฮะรังได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำเพียงพอ สามารถทำนาครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และผลผลิตดีขึ้น

 

การจัดการของชุมชน
ชุมชนปะกาฮะรังประสบปัญหาน้ำหลากเป็นประจำทุกปี ในฤดูฝนน้ำก็หลากเข้าท่วมพื้นที่นา ไม่สามารถทำนาปีได้ ต้องทำนาปรังได้เพียงอย่างเดียว เมื่อยังไม่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาน้ำที่หลากมาเป็นประจำทุกปีได้ เกษตรกรจึงต้องปรับแผนการเพาะปลูก เปลี่ยนมาปลูกพันธุ์ข้าวเบาที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและต้องการน้ำในช่วงสั้นๆ โดยใช้น้ำจากระบบชลประทาน ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น ภายใน ๔ เดือน เป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำท่วม และยังทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบันได้ผลผลิตข้าวมากกว่า ๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก ๘ เดือน ชุมชนบริหารจัดการน้ำจากระบบชลประทาน มาใช้ทำการเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง  

บริหารการใช้น้ำชลประทาน

km3

การจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนปะกาฮะรัง เป็นการบริหารจัดการน้ำจากระบบชลประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานปะกาฮะรัง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารกลุ่มฯ และสมาชิกจำนวน ๑๓๐ คน จาก ๘ หมู่บ้าน ในตำบลปะกาฮะรัง จะร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการวางแผนการส่งน้ำให้กับสมาชิก ครอบคุลมพื้นที่ชลประทานกว่า ๘,๐๐๐ ไร่ ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่๓ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี กรมชลประทาน  
กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานปะกาฮะรัง แบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มจะมีนายตรวจนาที่ได้รับคัดเลือกจากสมาชิกผู้ใช้น้ำในพื้นที่ของแต่ละคูส่งน้ำเป็นหัวหน้ากลุ่ม ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานราชการ ประชุมพิจารณาแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ชลประทาน ตลอดจนควบคุม ดูแล และตรวจสอบการใช้น้ำของสมาชิกให้เป็นไปตามกฎระเบียบของกลุ่ม

 

การบริหารจัดการน้ำชลประทานของกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง จะแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง คือ ก่อนดำเนินการส่งน้ำ ระหว่างดำเนินการส่งน้ำ และหลังการส่งน้ำ  
ก่อนดำเนินการส่งน้ำ นายตรวจนาจะจัดประชุมผู้ใช้น้ำเพื่อวางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ แล้วรวบรวมความต้องการใช้น้ำทั้งหมดไปใช้วางแผนการส่งน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อจัดรอบเวรการรับน้ำของผู้ใช้น้ำแต่ละราย

ระหว่างดำเนินการส่งน้ำ สมาชิกผู้ใช้น้ำจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและกติกาการใช้น้ำที่ตกลงกันไว้ โดยนายตรวจนาจะคอยตรวจสอบและควบคุมให้ผู้ใช้น้ำใช้ตามรอบเวร  
หลังการส่งน้ำ นายตรวจนาจะสอบถามความคิดเห็นสมาชิกผู้ใช้น้ำถึงปัญหาการส่งน้ำที่ผ่านมา และตรวจสอบว่าสมาชิกได้รับน้ำทั่วถึงทุกคนหรือไม่ แล้วรวบรวมปัญหาแจ้งให้คณะกรรมการกลุ่มรับทราบ เพื่อหาทางแก้ไขและปรับปรุงแผนการส่งน้ำ ไม่ให้เกิดปัญหาในการส่งน้ำครั้งต่อไป

ควบคุมการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ
กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังจะมีการควบคุมปริมาณการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน โดยนายตรวจนาเป็นผู้ควบคุมน้ำในระดับแปลงนา และคณะกรรมการเป็นผู้ควบคุมน้ำในระดับคลองซอย ในกรณีที่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ ก็จะให้สมาชิกทุกคนรับน้ำเฉลี่ยพร้อมกัน แต่หากมีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอก็จะจัดรอบเวรให้รับน้ำตามที่กำหนด

km4

การบำรุงรักษาคูน้ำ
ด้วยความตระหนักดีว่าคูส่งน้ำเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกของชุมชน เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ใช้น้ำทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลและบำรุงรักษา ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังจึงมีการเก็บค่าบริการจัดการน้ำจากสมาชิก ตามจำนวนพื้นที่ ในอัตรา ๕๓๐ บาท/ไร่/ปี โดยส่วนหนึ่งนำมาเป็นกองทุนในการบำรุงรักษาคูส่งน้ำ

km5


ทุกปีสมาชิกจะร่วมกันบำรุงรักษาคูส่งน้ำ โดยการขุดลอกคูไส้ไก่อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงก่อนทำนาปรังและก่อนปลูกพืชฤดูแล้ง รวมทั้งซ่อมแซมท่อส่งน้ำในคูน้ำที่ชำรุดให้มีสภาพที่แข็งแรงใช้งานได้ตลอดฤดูส่งน้ำ และซ่อมแซมอุดรูรั่วที่คันคูทันทีที่พบเห็น เพื่อไม่ให้ขยายกว้างออกไปจนเกิดความเสียหาย  
นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คูส่งน้ำได้รับความเสียหาย เช่น ค่อยๆ เปิดอาคารปากคูส่งน้ำเพื่อรับน้ำด้วยปริมาณน้อยๆ ป้องกันไม่ให้กระแสน้ำกัดเซาะคันคูเสียหาย ไม่เปิดหรืออัดน้ำเข้าคูส่งน้ำจนล้นหลังคู ไม่ฟันหรือเจาะคันคูเพื่อรับน้ำ  ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำลงในคูน้ำ ปลูกหญ้าคลุมหลังคันคูเพื่อป้องกันน้ำฝนกัดเซาะดิน ปลูกหญ้าแฝกริมตลิ่งคลองระบายน้ำ เพื่อป้องกันการกัดเซาะบริเวณคลองระบายน้ำ เป็นต้น

กฎระเบียบการใช้น้ำ
หากสามารถจัดการให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎระเบียบการใช้น้ำของกลุ่มได้อย่างเคร่งครัด ย่อมทำให้การจัดการน้ำเป็นไปด้วยความสะดวกและมีประสทธิภาพ ดังนั้นก่อนร่างกฎระเบียบของกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง จึงมีการประชุมสมาชิกผู้ใช้น้ำทุกคน ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการร่างกฎระเบียบและลงมติร่วมกัน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติตาม และให้นายตรวจนาเป็นผู้ควบคุมดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หากมีผู้ฝืน นายตรวจนาจะดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืน โดยขั้นแรกจะเป็นการแจ้งเตือนและขอให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่หากยังฝ่าฝืนอีกครั้ง นายตรวจนาจะรายงานให้คณะกรรมการทราบและลงโทษสมาชิกผู้ฝ่าฝืนตามกฎระเบียบที่วางไว้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมีผู้ฝ่าฝืนน้อยมาก และนายตรวจนาสามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี เพราะสมาชิกผู้ใช้น้ำให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ได้ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดและเชื่อฟังนายตรวจของตนเอง

การป้องกันภัยน้ำท่วม
จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลปะกาฮะรังเป็นประจำทุกปีโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ชุมชนจึงต้องมีมาตรการในการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นจากน้ำท่วม โดยประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อขอข้อมูลและเตือนภัย มีการฝึกอบรมชาวบ้านและการฝึกซ้อมเพื่อบรรเทาภัยจากอุทกภัย ก่อนฤดูน้ำท่วมจะมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่สมาชิกให้ตระหนักถึงภัยที่มากับอุทกภัย จัดตั้งระบบพื้นที่หลบภัย ฝึกซ้อมการอพยพหนีภัย รวมทั้งมีการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน ปริมาณฝน และแจ้งให้สมาชิกรับทราบ ตลอดจนการอบรมสมาชิก อพปร. เพื่อคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม

km6

ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
ผู้นำชุมชนปะกาฮะรัง ได้ปลูกฝังให้สมาชิกยึดถือแนวทางพระราชดำริในด้านการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปลูกข้าวโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ให้พอมีพอกินก่อน แล้วจึงปลูกพืชเสริม รวมทั้งไม่ปลูกพืชตามกระแสนิยม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน โดยมีการทำปุ๋ยชีวภาพจากหอยเชอรี่ เนื่องจากหอยเชอรี่มีมาก ทุกปีชุมชนจะจัดกิจกรรมรับซื้อหอยเชอรี่ไปทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพแจกให้สมาชิกฟรีไม่คิดค่าบริการ  
นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน โดยใช้ระบบชลประทานทำไร่นาสวนผสม นอกจากปลูกข้าวแล้ว มีการปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ปลูกผักสวนครัว เช่น พริก ถั่วฝักยาว มะเขือ และเลี้ยงปลาในกระชัง

 

รู้ รัก สามัคคี

ด้วยวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังทุกคนดำรงตนบนหลักศาสนา มีความศรัทธา และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้ในพื้นที่จะมีสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง แต่สมาชิกกลุ่มก็ยังรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น เป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้ด้วยความ “รู้ รัก สามัคคี”  ความ "รู้รักสามัคคี" ที่ประกอบไปด้วย "ความรู้" "ความรัก" และ "ความสามัคคี" เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ควรช่วยกันพัฒนาให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีแนวโน้มจะเกิดความขัดแย้ง รุนแรงกันมากขึ้น 

“รู้” คือ รู้ต้นเหตุ รู้ปลายเหตุ รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ก่อนที่จะลงมือทำ จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ชุมชนรู้ถึงปัญหาที่เกิดจากอุทกภัย จึงหันมาทำนาปรังแทนนาปี และยังส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต

“รัก” คือ เมื่อรู้แล้วก็ต้องมีความรัก ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการกระทำ และเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้นๆ และความรักก็ยังนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ชุมชนปะกาฮะรังมีทั้งความรักที่จะเข้าไปลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และความรักต่อกันที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนรวม การบริหารจัดการน้ำของชุมชนจึงมีเป้าหมายให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นหลัก

“สามัคคี” คือ การที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคำนึงเสมอว่า เราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมมือร่วมใจเป็นองค์กร เป็นหมู่คณะ จึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังเป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและชุมชนจนประสบผลสำเร็จ ภายในชุมชนด้วยกันเองก็มีความสมัครสมานสามัคคี เมื่อมีการประชุมทุกครั้ง สมาชิกผู้ใช้น้ำจะตระหนักถึงความสำคัญ และเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียงกัน เช่น ประชุมคัดเลือกนายตรวจนา วางแผนการส่งน้ำ วางแผนการจัดรอบเวรน้ำ วางแผนการปลูกพืช แก้ไขปัญหาขัดแย้งการใช้น้ำ

km7

ด้วยความ รู้ รัก และ สามัคคี ทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังสามารถผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ มาได้ และสามารถบริหารจัดการน้ำให้แก่สมาชิกทุกคนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ชุมชนจึงเข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข  เป็นแบบอย่างอันดีของความสำเร็จที่มาจากความรู้รักสามัคคีอย่างแท้จริง

km8

ขยายผลสู่ความยั่งยืน
ผลงานของกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง ในการบริหารจัดการน้ำชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๔๖ ได้รับรางวัลชนะเลิศกลุ่มบริหารการใช้น้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี  ปี ๒๕๔๗ ชนะเลิศกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานระดับภาคใต้  ปี ๒๕๔๘ รองชนะเลิศสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ  และปี ๒๕๔๙ ชนะเลิศสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ  
ผลแห่งความสำเร็จของกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังดังกล่าว เป็นตัวอย่างให้กลุ่มผู้ใช้น้ำนอกเขตจังหวัดปัตตานีหลายกลุ่มได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำชลประทาน เพื่อนำไปพัฒนาการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ ส่วนเครือข่ายภายในจังหวัดนั้น กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังได้มีความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำอื่นๆ ในเขตฝายส่งน้ำและบำรงรักษาที่ ๓ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี กรมชลประทาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง  
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้คัดเลือกประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในภูมิภาคเอเชีย ที่ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาคเอเชีย

km9


“มองถึงอนาคต อยากปลูกฝังให้เด็กๆ รักในอาชีพเกษตรกร เข้าใจสิ่งที่ปู่ย่าตายายบากบั่นกันมา”
ปัจจุบัน กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง ได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน ฝึกอบรมอบรมเยาวชน (ยุวชลกร) ให้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำและระบบชลประทาน ให้เยาวชนเข้าใจถึงวิธีการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทาน เพื่อเป็นตัวแทนในการสืบสานการทำงานของชุมชนปะกาฮะรังต่อไปในอนาคต

km10

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 13:44 น.

หน้า 5 จาก 6

กำลังอยู่ที่หน้า : Home