• น้ำคือชีวิต
    “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้

    ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้...”

    พระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา
    17 มีนาคม 2529

  • ตำราฝนหลวง

    “...เรื่องฝนเทียมนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2498 แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพราะว่าไปภาคอีสานตอนนั้นหน้าแล้ง เดือนพฤศจิกายน ที่ไปมีเมฆมาก อีสานก็แล้ง...แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆ อย่างนี้ทำไมจะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มี หนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้...”

    พระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา 19 มีนาคม 2529

  • Check Dam

    “...ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคา ถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบทิ้งหินคลุมด้วยตาข่าย ปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและ ตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บกักไว้จะซึมเข้าไปในดิน ทำ ให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยาย ออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะ สามารถปลูก พันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ...”

  • แก้มลิง

    “...ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงก็จะรีบปลอกเปลือกแล้วเอา เข้าปากเคี้ยวๆ แล้วเอาไปเก็บที่แก้ม จะกินกล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้ง แก้มได้เกือบทั้งหวี โดยเอาไปเก็บไว้ที่แก้มก่อนแล้วจะนำออกมา เคี้ยวและกลืนเข้าไปภายหลัง ด้วยพฤติกรรมการนำเอากล้วยหรือ อาหารมาสะสมไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อนการกลืนนี้ จึงเป็นพฤติกรรม ตัวอย่างที่จะนำมาใช้ในการระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง บริเวณทิศตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา...”

  • สระเก็บน้ำตามทฤษฎีใหม่

    “...วิธีการแก้ไขก็คือต้องเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาก็เกิดความคิดว่าอยากทดลองดูสัก 10 ไร่ ในที่อย่างนั้น 3 ไร่ จะเป็นบ่อน้ำคือเก็บน้ำฝนแล้ว ถ้าจะต้องบุด้วยพลาสติก ทดลองดู

    แล้วอีก 6 ไร่ ทำเป็นที่นา ส่วนที่ไร่ที่เหลือก็เป็นบริการหมายถึงทางเดิน หรือกระต๊อบ หรืออะไรก็แล้วแต่ หมายความว่า น้ำ 30 % ที่ทำนา 60 % ก็เชื่อว่า ถ้าเก็บน้ำไว้ได้จากเดิมที่เก็บเกี่ยวข้าว ได้ไร่ละประมาณ 1-2 ถัง ถ้ามีเล็กน้อย อย่างนั้นก็ควรจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ไร่ละประมาณ 10-20 ถัง หรือ มากกว่า...”

มูลนิธิอุทกพัฒน์

youtube

vdo

cartoon cover

jwc

บทพิสูจน์ความสำเร็จเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป

พิมพ์ PDF

เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่


สภาพปัญหา
ลุ่มน้ำแม่ละอุป นับเป็นต้นน้ำของ อ.แม่แจ่ม ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำปิง ได้ประสบปัญหาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกต้อง ประชากรเพิ่ม และมีการรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน ทำให้ป่าเริ่มเสื่อมโทรม ปริมาณน้ำลดลง การทำนาได้ผลผลิตไม่พอกิน ปริมาณสัตว์น้ำลดลง

 


ภาพที่ ๑๒ การเกิดไฟป่า และดินถล่ม

ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เริ่มมีการตัดถนนเข้าหมู่บ้าน นายทุนเข้ามาตัดไม้ ชาวบ้านเริ่มตั้งหมู่บ้านบริเวณต้นน้ำ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เกิดวิกฤต น้ำแห้ง ป่าหมด เกิดไฟป่า ชาวบ้านเกิดความขัดแย้งกันเพราะมีการแย่งน้ำมาทำเกษตร ชาวบ้านเกิดการแบ่งฝ่ายเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และ กลุ่มที่เข้าไปรับจ้างนายทุนตัดไม้ จนในที่สุดปัญหาการขาดแคลนน้ำก็เข้าสู่ภาวะวิกฤต

การดำเนินงาน

 

  • ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ชาวบ้านรวมตัวทำประชาคมหมู่บ้าน ร่วมกันขับไล่คนของนายทุนที่มาตัดไม้ออกจากชุมชน และเริ่มจัดทำระเบียบของแต่ละหมู่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทหารได้เข้ามาช่วยทำแผนที่ แบ่งเขตพื้นที่อย่างชัดเจน

 


ภาพที่ ๑๓ การรวมตัวของชุมชน
  • ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เริ่มมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุปอย่างชัดเจน โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรักษ์ไทย เข้ามาช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหาและหาแหล่งงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของชุมชน

ภาพที่ ๑๔ แผนผังแสดงการดำเนินงานของเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป

 

  • ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เครือข่ายฯ เริ่มดำเนินงานจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น ฝายดักตะกอน ฟื้นฟูป่า สร้างแนวกันไฟ บวชป่า เป็นต้น ภายใน ๑ ปี น้ำกลับมา จนสามารถสร้างโรงสีข้าวพลังน้ำได้ (ใช้งบประมาณก่อสร้างจาก UNDP)

ภาพที่ ๑๕ เมื่อเริ่มก่อสร้างโรงสีข้าวพลังน้ำ

ผลสำเร็จ
๑) หาน้ำได้

  • หลังจากที่ได้ฟื้นฟูป่า น้ำในลำธารได้กลับคืน

ภาพที่ ๑๖ แผนที่แสดงเส้นทางน้ำลุ่มน้ำแม่ละอุป
  • ชุมชนได้แบ่งลำห้วยสายต่างๆ ตามประโยชน์การใช้งาน เช่น
    • ห้วยแม่ละอุป ใช้ทำนา
    • ห้วยหล่าขลื่อโล๊ะ เป็นน้ำดื่ม
    • ห้วยทอกลอโกล๊ะ เป็นแหล่งเรียนรู้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ

ภาพที่ ๑๗ ลำห้วยต่างๆ ภายใน อ.แม่แจ่ม


๒) ใช้น้ำเป็น

  • ชุมชนใช้ภูมิปัญญาชาวเขาจากคนรุ่นเก่า ผันน้ำจากลำห้วยมาที่ลำเหมืองเดิม เข้าสู่พื้นที่ทำนา

ภาพที่ ๑๘ บริเวณนาข้าว และลำเหมือง
  • นำพลังน้ำ ก่อเกิดเป็นโรงสีข้าวพลังน้ำ ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และนำรายได้ที่เกิดจากการสีข้าว เป็นกองทุนเครือข่าย

ภาพที่ ๑๙ โรงสีข้าวพลังน้ำ

๓) มีน้ำสำรอง

  • ชุมชนมีน้ำใช้ตลอดปี ซึ่งเกิดจากฝายชะลอน้ำชุ่มชื้น และการฟื้นฟูป่า

ภาพที่ ๒๐ ฝายทั้งแบบกึ่งถาวร และ ฝายถาวร ในลุ่มน้ำแม่ละอุป

๔) ระบบนิเวศน์

  • ชุมชนมีความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ป่าต่างๆ ที่กลับคืนมา และเป็นตัวชี้วัดของความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและป่า ได้แก่
    • ชะนี ๑๐ ฝูง เพราะ ชะนี ๑ ฝูงจะครอบครองพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ๗๐ – ๒๐๐ ไร่
    • ปลาก้าง กบจุก ปูก้ามเหลือง ซึ่งชุมชนนับถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่จับกิน และเป็นสัตว์ที่อาศัยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำเท่านั้น

ภาพที่ ๒๑ แสดงระบบนิเวศน์ ปลาก้าง กบจุก และปูก้ามเหลือง
  • มีพื้นที่แหล่งขยายพันธุ์ปลาในลำห้วย (พื้นที่เครือข่าย ระยะทาง ๔ กม.)
  • พัฒนาภูมิปัญญา ป่าสะดือ ที่นำรกเด็กมาผูกต้นไม้ เพื่อแสดงว่าเด็กเจ้าของรก เป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนั้น เปลี่ยนมาใช้เสื้อ “ต้นไม้สายใยชีวิต” ให้คนที่ซื้อเสื้อของชุมชนได้เป็นเจ้าของต้นไม้ ๑ ต้น

ภาพที่ ๒๒ แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา และป่าสะดือ
  • จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เพื่อให้เยาวชน และชุมชนอื่นๆ ได้เข้ามาเรียนรู้การฟื้นฟูป่า ฝายปกา เกอะ ญอ ป่าสมุนไพร ฯลฯ

ภาพที่ ๒๓ เส้นทางศึกษาธรรมชาติภูมิปัญญากะเหรี่ยง
ความต่อเนื่องและความยั่งยืน
๑) ศักยภาพสู่ความยั่งยืน

 

  • นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เครือข่ายมีคณะกรรมการดูแลรักษาน้ำแต่ละหย่อมบ้าน มีกฏ กติกา เพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการแบ่งใช้พื้นที่อย่างชัดเจน
  • กองทุนเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป เป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติของเครือข่ายลุ่มน้ำ
  • ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาปกา เกอะ ญอ เพื่อการฟื้นฟูแหล่งต้น้ำในพื้นที่เครือข่าย อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่รวบรวมความรู้ของ ฝายปกา เกอะ ญอ ป่าสะดือ (ต้นไม้สายใยชีวิต) เป็นต้น

ภาพที่ ๒๔ กฎ กติกา และ ภูมิปัญญา ปกา เกอะญอ


๒) การขยายเครือข่าย

  • ชุมชน
    • ภายในชุมชน ประกอบด้วยคณะกรรมการเครือข่าย จาก ๒ หมู่บ้าน (๕ หย่อมบ้าน)
    • ภายนอกชุมชน ได้แก่
      - ชุมชน ปกา เกอะ ญอ และ ชุมชนอื่นๆ
      - อบต.
      - ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
      - ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน
    • เยาวชน เครือข่ายได้ร่วมมือโรงเรียน นำเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน ขยายเป็นเครือข่ายเยาวชน
25
ภาพที่ ๒๕ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน – เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:26 น.

บทพิสูจน์ความสำเร็จ ชุมชนบ้านผาชัน

พิมพ์ PDF

ชุมชนบ้านผาชัน จ.อุบลราชธานี

สภาพปัญหา
ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ชุมชนเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาและหิน และพื้นที่ลาดเอียงลงสู่แม่น้ำโขง เวลาหน้าฝน น้ำจากแม่น้ำโขงท่วมสูงประมาณ ๑๐ เมตร และเมื่อหมดหน้าน้ำหลาก น้ำก็หายกลับลงแม่น้ำโขงจนหมด สภาพพื้นที่ไม่สามารถดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ต้องซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้ ถึงแม้หน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาช่วยขุดบ่อบาดาลหาน้ำหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบน้ำใต้ดิน มีเพียงบ่อน้ำตื้นที่พอใช้ได้แต่ไม่เพียงพอทั้งกับชุมชน ทำให้ชุมชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน ชุมชนต้องแย่งน้ำใช้ เด็กขาดเรียนเพราะตอนเช้าต้องรีบไปตักน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 13:53 น. อ่านเพิ่มเติม...

บทพิสูจน์ความสำเร็จ ชุมชนบ้านสามขา

พิมพ์ PDF

ชุมชนบ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
รางวัลรองชนะเลิศ ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิม พระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐

สภาพปัญหาของชุมชน

ชุมชนบ้านสามขา ประสบปัญหาภัยแล้ง ลำห้วยสามขาที่เคยไหลตลอดปีในหมู่บ้านกลับแห้งขอด น้ำในอ่างเก็บน้ำบ้านสามขามีปริมาณน้อย และมีตะกอนสะสมมาก ปัญหาเกิดจากป่าต้นน้ำถูกทำลาย ไฟป่าที่ถูกจุดจากชาวบ้านเพื่อเก็บผักหวาน เห็ดเผาะ และล่าสัตว์ ทำให้พื้นที่ป่าวิกฤต กระทบถึงน้ำต้นทุนที่มีน้อย ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ชาวบ้านทำนาไม่ได้ผลผลิต เกิดปัญหาต่อรายได้และหนี้สินของทั้งชุมชน ชาวบ้านได้แต่นั่งมองดูปัญหา ขาดปัญญาแก้ไข

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการเพื่อแก้ปัญหา คือเสนอให้ทางการมาสร้างอ่างเก็บน้ำ ความคิดที่ขวางหัวชาวบ้านคือ ต้องเผาป่า เก็บผักหวาน เอาแต่อ่าง การสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะถึงมีอ่างเก็บน้ำ แต่ไม่มีน้ำจะให้เก็บ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ แรงงาน และเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ปัญหาสะสมซ้ำวนจนถึงวิกฤตทางสังคม แต่กลับไม่มีวิธีจัดการที่ดี เกิดเป็นภาวะตึงเครียดภายใน การเห็นปัญหาแต่ไม่มีทางออก สะท้อนถึงการขาดความรู้

ภาพปัญหา

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง

ด้วยคำแนะนำและให้สติจากเครือข่ายพันธมิตร เรื่องแนวทางการใช้ “ฝายชะลอความชุ่มชื้น” ในการแก้ปัญหา โดยนำต้นแบบจากศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ และชุมชนตัวอย่าง จากชุมชนบ้านป่าสักงาม จ.เชียงใหม่ และชุมชนบ้านเสริมงาม จ.ลำปาง ซึ่งร่วมกันวิจัยงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำมาเป็นเวลานาน โดยมีกระบวนการสำคัญคือ หากห้ามคนไม่ให้เผาป่าคงทำได้ยาก แต่ถ้าทำให้พื้นดินชุ่มชื้นจนจุดไฟไม่ติด ป่าก็จะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ จุดประกายให้ชุมชนมีการเคลื่อนไหวศึกษาดูงานที่ศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ อย่างต่อเนื่อง ในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ชุมชนเกิดทางเลือกในการแก้ปัญหา เริ่มลุกขึ้นยอมรับความผิดพลาดและข้อจำกัดของตัวเอง กล้าลองผิดลองถูกกับความคิดใหม่ๆ

 

การจัดการของชุมชน

บทเรียนจากฝายชะลอความชุ่มชื้น 
ความรู้สำคัญที่ได้จากการศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ คือแนวทางการฟื้นฟูป่าต้นน้ำด้วยการสร้าง “ฝายชะลอความชุ่มชื้น” ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำ แต่ประสิทธิภาพสูง ฝายชะลอความชุ่มชื้นสามารถช่วยชะลอการไหลหรือลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ช่วยให้น้ำซึมลงสู่ดินบนภูเขาได้มากขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำ ลดความรุนแรงจากการเกิดไฟป่า และทำให้ป่าเป็นธนาคารน้ำสำหรับชุมชน การเรียนรู้จากผู้อื่นถือเป็นการลดอัตตา เปิดรับความคิดของคนอื่นและพร้อมเรียนรู้จริงจัง เมื่อทางเลือกในการแก้ปัญหามากขึ้น วิธีจัดการปัญหาจึงหลากหลายและยืดหยุ่น

ความตื่นตัวสนใจของชุมชนในการสร้างฝายเริ่มเพิ่มขึ้น มีการแสดงความคิดเห็น เสนอว่าจะทำฝายชะลอความชุ่มชื้นกันอย่างไร จุดไหนของป่าต้นน้ำ เมื่อศึกษาความรู้จากคนอื่น ครั้งแรกเพียงได้ความรู้ ยังไม่ได้ลงมือทำ ครั้งที่สองเริ่มได้คิดตาม เกิดการกลั่นกรอง ยอมรับแนวทางปฏิบัติ การเดินทางไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมย้ำๆ ซ้ำๆ บ่อยครั้งมากขึ้น ทำให้ชุมชนถูกแรงกระตุ้น เกิดความอยากในการสร้างฝายเป็นของตนเอง แต่การลงมือทำยังไม่เกิดขึ้น

บ้านสามขา 4

ทางชุมชนจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล หางบประมาณจากหน่วยราชการมาสนับสนุนค่าจ้างแรงงานทำฝาย โดยแบ่งให้แต่ละหมวดบ้านสร้าง ๒ ฝาย รวมทั้งหมด ๓๓ ฝาย แบ่งเงินเท่าๆ กัน บทเรียนสำคัญของเหตุการณ์นี้คือ เงินไม่ใช่คำตอบในการสร้างฝาย หากคนและความคิดยังไม่พร้อม ทุกอย่างไม่สามารถเกิดได้ ชาวบ้านไม่เกิดความรู้สึกว่าฝายชะลอความชุ่มชื้นเป็นของตนเอง งานก่อสร้างฝายแม้ว่าจะเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ “วิธีคิด” แบบที่ต้องการเห็นมาแต่แรกได้เลือนหายไป คือเป็นฝายที่อาศัยโครงการและเงินที่หน่วยงานรัฐหยิบยื่นมาให้จึงเกิดขึ้นได้ บทบาทของชาวบ้านเป็นแค่แรงงานรับจ้าง รอคอยความช่วยเหลือจากส่วนกลาง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น ไม่สามารถขยายผลเป็นการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนได้

พลังเยาวชน เปลี่ยนคน เปลี่ยนความคิด
ย่างเข้าหน้าแล้ง ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดไฟป่าเหมือนในปีก่อนๆ ที่ผ่านมา น้ำในอ่างเก็บน้ำแห้งขอด อากาศร้อนระอุ และเชื่อกันว่าคนในชุมชนบ้านสามขานี่เองที่เป็นคนจุดไฟเผา ไฟป่าคืบคลานเข้ามาใกล้ชุมชนยิ่งขึ้น หากจะแก้ไขต้องแก้ไขที่คนในชุมชนเอง เด็กๆ บ้านสามขาตื่นตระหนกกับปัญหาไฟป่าอย่างมาก ผู้ใหญ่ยังรู้สึกชาชิน กับวัฏจักรไฟป่าที่หมุนเวียนมาทุกปีโดยไม่คิดทำอะไรเพิ่มเติม การศึกษาดูงานเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้นช่วยสร้างความรู้ให้ชุมชน แต่การลงมือทำยังไม่บรรลุผล สิ่งที่ชุมชนขาดคือตัวกระตุ้นปฏิกิริยาให้ลุกขึ้นยืนพึ่งตนเอง แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ปัญหาชุมชนสิ่งที่สำคัญและทำได้ยากที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่นั่นเอง

กลุ่มเยาวชนซึ่งทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ เกิดความตื่นตัวกับปัญหาไฟป่าและน้ำแล้ง จึงรวมกันปรึกษา และตกลงว่าจะลงมือสร้างฝายกันเอง ตามที่เคยเรียนรู้จากชุมชนอื่น ฝายชะลอความชุ่มชื้นฝายแรกของเยาวชนบ้านสามขาจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๗ บริเวณด้านหลังของอาคารติ๊บปาละปัญญา เด็กและเยาวชน ๑๙ คนมาช่วยกันสร้าง ช่วยกันขนหินมาถมเป็นฝายง่ายๆ นับเป็นการเริ่มต้นจากกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความสำคัญนักในสายผู้ใหญ่

ฝายชะลอความชุ่มชื้นที่เยาวชนร่วมกันสร้างขึ้น นับเป็นการกระตุกให้ผู้ใหญ่มองเห็นว่า แม้ไม่มีงบประมาณก็ทำได้ แม้แต่เด็กก็ยังลุกขึ้นมาทำฝายโดยไม่ต้องหวังพึ่งผู้ใหญ่ ฝายที่เด็กๆ สร้างขึ้น อาจยังไม่เห็นผลทันทีในเรื่องการป้องกันไฟป่าและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ แต่ส่งผลทันทีต่อความคิดของคนภายในชุมชนบ้านสามขา ผู้ใหญ่ต้องเปิดใจยอมรับความสามารถเด็ก เพราะขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมลุกขึ้นมาแก้ปัญหาอะไรเสียที ส่วนเด็กกล้าจะลุกขึ้นมาพึ่งตนเอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกโดยไม่ต้องอายและไม่ต้องรอข้ออ้างใดๆ

บ้านสามขา 4

เด็กๆ ได้ตั้งคำถามใหญ่กลับไปยังผู้ใหญ่ในชุมชนแล้วว่า ทำไมเด็กทำได้ ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ ทำไมเด็กไม่ต้องรออะไร แต่ผู้ใหญ่ต้องรออะไร ทำไมเด็กลุกขึ้นพึ่งตนเอง ทำไมผู้ใหญ่รอคอยความช่วยเหลือ ทำไมเด็กรักป่าชุมชน รักท้องถิ่นของเขา ทำไมผู้ใหญ่ไม่รักป่าชุมชน ไม่รักท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเองบ้างเชียวหรือ คำถามแรงๆ ผ่านการกระทำของเด็ก ฝายชะลอความชุ่มชื้นตัวแรกของเยาวชนบ้านสามขา จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเรื่องการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นบ้านสามขา

ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมเรียนรู้ ลงมือทำ

ต่อมาฝายหลังโรงเรียนได้ผล เริ่มมีน้ำซึมสะสม จากแอ่งน้ำที่เคยแห้งขอดทุกปีกลับมีน้ำขังอยู่ เด็กๆ ภูมิใจในฝายที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้น ได้เห็นปู ปลา บริเวณฝาย แสดงว่าความชุ่มชื้นเริ่มคืนกลับมาสู่พื้นที่ ทำให้สัตว์เล็กๆ มาอยู่อาศัยหากินกัน ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของฝายชะลอความชุ่มชื้น หันมาร่วมแรงร่วมใจลงมือทำกันอย่างจริงจัง และมองเห็นคุณค่าของเด็กและเยาวชนกันมากขึ้น จึงพูดคุยกันในเวทีประชาคม จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยกลุ่มผู้ใหญ่ ๓๐ คน จาก ๑๖ หมวดบ้าน จะขึ้นไปสร้างฝายกันในบริเวณป่าต้นน้ำ ซึ่งต้องเดินลึกเข้าไปในภูเขามากกว่า ทำงานลำบากกว่า ส่วนเด็ก เยาวชน และกลุ่มแม่บ้านก็ไปทำกันในบริเวณใกล้ๆ กว่า ค่อยทำสะสมกันเป็นแรมปี จำนวนฝายชะลอความชุ่มชื้นจึงเพิ่มจำนวนเป็น ๕๔๓ ฝาย

บ้านสามขา 4

จากความร่วมแรงร่วมใจ เกิดเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ชาวบ้านเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าทำอ่างเก็บน้ำจะดีกว่า หันมาเชื่อแนวคิดเรื่องการทำฝายชะลอความชุ่มชื้น เปลี่ยนวิธีคิดจากรอคอยความช่วยเหลือ หันมาพึ่งตนเองมากขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมจากการนอนดูไฟไหม้ป่า น้ำไม่มี โดยลุกขึ้นฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ชาวบ้านเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของฝายทุกตัวที่ช่วยกันสร้างขึ้น หากชำรุดจัดการซ่อมแซมกันเอง ตั้งกรรมการขึ้นมาคอยดูแลและคิดวางแผนงานในระยะยาวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ชุมชนบ้านสามขา จึงมีการวางระบบจัดการเหมืองฝาย โดยมีแก่เหมืองคอยดูแลการจัดสรรน้ำให้แก่สมาชิกตามความเหมาะสม วางกฏระเบียบการใช้น้ำเพื่อเพาะปลูก โดยเปิดน้ำจากบนลงล่าง ต้องให้ ๕๐ เหมืองแรก ทำนาเสร็จก่อน แล้วปล่อยให้เหมืองต่อไป น้ำเกินจากนาด้านบน ไหลลงล่างพอดี เพื่อจัดการไม่ให้ทะเลาะแย่งชิงน้ำกัน ผู้ใช้น้ำต้องทำการลอกเหมืองของตน หากละเลย ไม่รับผิดชอบ ต้องโดนไหม เอาน้ำไม่ได้ แก่เหมืองไม่เปิดน้ำให้ เอากฏหมู่ดูแล หากทำผิด ๑ คน การตัดสินใจไม่ได้โยนให้พ่อหลวง แต่กรรมการน้ำจะเป็นคณะช่วยดูแลตรวจสอบกันเอง เมื่อลงความเห็นร่วมกันว่าผิดจริง จึงแจ้งพ่อหลวงและแก่เหมืองให้จัดการ

 

ขยายผลสู่ความยั่งยืน
ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ – ๒๕๔๙ ชุมชนบ้านสามขาและเครือข่าย ได้ร่วมกันสร้างฝายเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๙๕๑ ฝาย และเพิ่มเป็น ๒,๐๓๔ ฝาย ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ฝายชะลอความชุ่มชื้นเกิดผล สภาพป่าฟื้นฟู พื้นดินมีความชุ่มชื้น น้ำตามลำห้วยกลับมามีตลอดทั้งปี คนในหมู่บ้านเปลี่ยนความคิด ต้องการสร้างฝายมากกว่าสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยตั้งเป้าสร้างฝายจำนวน ๓,๐๐๐ ฝาย เกิดเวทีเครือข่ายที่ร่วมกันตั้งคำถามว่า ชุมชนสร้างฝายเพื่อประโยชน์อะไร ต้องสร้างอย่างไร ตรงไหน ท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมอย่างไร สอดคล้องกับหลักยึดหรือไม่ จะพัฒนาแนวทางสร้างฝายอย่างไรให้เกิดประโยชน์จริง นอกจากนี้ชุมชนยังได้ทำแนวกันไฟป่า จัดชุดตรวจเวรยามในการดับไฟป่า โดยกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ห้ามตัดไม้โดยเด็ดขาด ๑๒,๐๐๐ ไร่ เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำ และได้กันเขตป่าชุมชนไว้เป็นเขตตัดไม้ใช้สอยได้ตามความจำเป็น มีระเบียบการใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชม เช่น ห้ามตัดไม้ในเขตป่าอนุรักษ์ การห้ามนำสัตว์เลี้ยง วัว ควาย ขึ้นไปในเขตต้นน้ำ ห้ามจับสัตว์น้ำในเขตอนุรักษ์ มีการใช้ประโยชน์จากป่าเป็นแหล่งอาหารได้ เช่น เห็ด ผลไม้ป่า หน่อไม้ ผัก สมุนไพรต่างๆ 
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ การรุกเข้ามาเก็บหาของป่า และไฟป่าที่เกิดจากชุมชนข้างเคียง จึงคิดว่าต้องทำแนวกันไฟยั่งยืน คือ สร้างเครือข่ายเพื่อนบ้าน และเครือข่ายลุ่มน้ำจาง ให้เกิดกระบวนการคิด ลงมือสร้างฝาย และแนวกันไฟ ร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำของตนเอง เมื่อป่าคืนความอุดมสมบูรณ์ สรรพชีวิตกลับมาสู่ป่า ชุมชนต่างๆ จะมีทรัพยากรธรรมชาติต้นทุนของท้องถิ่น และเรียนรู้การอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติ 
ความแตกต่างของฝายชะลอความชุ่มชื้น ชุมชนบ้านสามขา คือเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ มากกว่าเรืองของจำนวนฝาย ชุมชนเกิดปัญญาด้วยการลงมือทำ สั่งสมบทเรียนและประสบการณ์ กระทั่งสามารถมองปัญหาและแก้ไขในระยะยาวเพิ่มขึ้น พัฒนาความคิดในการพึ่งตนเอง ส่งเสริมและปลูกฝังความคิดเรื่องการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำสู่ชุมชนและท้องถิ่นใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ขยายเครือข่ายแนวร่วมเพื่อให้ธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนฟื้นคืน ท้องถิ่นและเครือข่ายเกิดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

บ้านสามขา5

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:15 น.

หน้า 4 จาก 10

กำลังอยู่ที่หน้า : Home